กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย
 
ความจริงประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมากว่า 30 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2535 ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวทางด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีการปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ ครั้งใหญ่ โดยได้ออกพระราชบัญญัติต่างๆ มาแทนกฎหมายที่ใช้อยู่เดิม พระราชบัญญัติที่สําคัญมีอย่างน้อย 5 ฉบับ คือ
(1) พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535
(2) พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535
(3) พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
(4) พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ศ. 2535
(5) พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
เนื่องจากไม่สามารถกล่าวถึงสาระสําคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมทุกฉบับในที่นี้ได้ จึงจะขอกล่าวถึงกฎหมายฉบับสําคัญเพียงบางฉบับเพื่อพอให้เห็นภาพรวม เกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยเท่านั้น กฎหมายที่นับว่าเป็นกฎหมายแม่บทในการจัดการสิ่งแวดล้อมก็คือ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพราะเป็นกฎหมายที่จัดการสิ่งแวดล้อมแบบรอบด้านทั้งมลพิษทางนํ้า ทางอากาศ เสียง และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และพยายามสร้างความเป็นเอกภาพ ในการบังคับใช้กฎหมาย ด้วยการให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายนี้ ควบคุมดูแลว่ามีการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ อย่างจริงจัง มีการปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการจัดทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขั้นตอนการให้ความเห็นชอบแก่รายงานให้มีประสิทธิภาพและรัดกุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับเอาหลักการทางเศรษฐศาสตร์ทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่นหลักผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย (Polluter Pays Principle) และการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการรักษาสิ่งแวดล้อมมาบัญญติไว้ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้พอสังเขป
 
 
พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ออกมายกเลิก พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฉบับเดิม พ.ศ. 2518 กําหนดให้มีการปรับปรุงโครงสร้างของ หน่วยงานที่ดูแลทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยยกฐานะของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จากองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่เพียงการให้คําปรึกษา มาเป็นคณะกรรมการ ระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นรองประธาน มีกรรมการ 23 คน ในจํานวนนี้ 15 คนเป็นรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสจากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง ส่วนอีก 8 คนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากการแต่งตั้ง และในจํานวนนี้จะต้องมีผู้แทนจากภาคเอกชนร่วมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญหลายประการ ได้แก่ การกําหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานคุณภาพนํ้า คุณภาพอากาศ ระดับเสียง และอื่นๆ ให้ความเห็นชอบแก่แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม การกําหนดมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกําเนิด และเสนอนโยบายและแผนการส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี พร้อมๆ ไปกับการยกฐานะคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหน่วยงานใหม่ มาแทนที่สํานักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเดิม ได้แก่ สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ และกรมส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยทั้งหมดสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

บทบัญญัติที่สําคัญอื่นๆ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือ และให้กู้ยืมในการจัดให้มีระบบบําบัดอากาศหรือนํ้าเสีย และในการดําเนินกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การให้อํานาจแก่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณ ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ต้นนํ้าลําธารหรือมีระบบนิเวศที่สําคัญ หรือบริเวณที่มีคุณค่าทางธรรมชาติหรือศิลปกรรมซึ่งยังมิได้ถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้เพื่อควบคุมการใช้ที่ดิน กิจกรรมและโครงการต่างๆ ที่จะกระทําในพื้นที่ดังกล่าว12 นอกจากนี้ถ้าปรากฏว่าพื้นที่ใดมีปัญหามลพิษที่มีแนวโน้มที่จะร้ายแรง ถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ก็ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอํานาจประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดําเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ13 ในปัจจุบันได้มีการประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมแล้ว 3 พื้นที่ และเขตควบคุมมลพิษ 6 พื้นที่

ลักษณะเด่นที่สําคัญประการหนึ่งของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มาตรา 6 บัญญัติให้บุคคลอาจมีสิทธิ ในการที่จะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารจากทางราชการในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การได้รับการชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากรัฐ ในกรณีที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากมลพิษที่มีสาเหตุมาจากกิจกรรมหรือโครงการของรัฐ การร้องเรียนกล่าวโทษผู้กระทําผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้มาตรา 7 ยังรับรองฐานะขององค์กรเอกชน หรือ NGOs ให้สามารถจดทะเบียนเป็นองค์กรเอกชนทางด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งจะทําให้สามารถขอรับการช่วยเหลือ จากทางราชการในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมตลอดถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในคดีสิ่งแวดล้อม และการขอเงินอุดหนุน หรือเงินกู้จากกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อกิจกรรมต่างๆ ของตน
 
 
ในด้านการคุ้มครองป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2485 ซึ่งควบคุมการทําไม้และการเก็บของป่า และการกําหนดค่าภาคหลวงที่ต้องจ่ายให้แก่รัฐ การขนย้ายไม้ และการแปรรูปไม้ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งให้อํานาจแก่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ในการออกกฎกระทรวงกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อรักษาสภาพป่าไม้ ของป่า หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และห้ามมิให้บุคคลยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวน ปัญหาใหญ่ก็คือมีการประกาศเขตป่าสงวนทับเขตที่ดินที่มีชาวบ้านทำกินอยู่แล้วและปัญหาการบุกรุกที่ป่าสงวนของประชาชน ในชนบท ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้ที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชนเสมอมา

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองป่าและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอีก 2 ฉบับคือ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ฉบับแรกให้อํานาจแก่รัฐบาลในการกําหนดบริเวณที่มีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ และสมควรสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเพื่อการศึกษาและรื่นรมย์ ของประชาชนให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ห้ามกระทำการต่างๆ อาทิ การยึดถือครอบครองที่ดิน การเก็บของป่าชนิดต่างๆ และการนําสัตว์ออกไป เป็นต้น จนถึงปี พ.ศ. 2535 ได้มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไปแล้ว 77 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 35,026,521 ไร่ (5,604,243 เฮกตาร์) ใน 45 จังหวัด สำหรับ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 นั้นออกมายกเลิก พ.ร.บ. เดิมปี พ.ศ. 2503 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการคุ้มครองสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง และเพื่อควบคุมการนำเข้าและส่งออกสัตว์ป่าเพื่อการค้า ตามพันธกรณีที่ไทยมีภายใต้อนุสัญญาไซเตส (CITES) ที่ควบคุมการค้าพืชและสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เช่นเดียวกันกับ พ.ร.บ. ฉบับก่อน กฎหมายนี้ให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรีในการกำหนด และจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อคุ้มครองสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครองหรือไม่ จนถึงปี พ.ศ. 2536 ได้มีการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้ว 36 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 17,484,088 ไร่ (2,797,454 เฮกตาร์) ซึ่งรวมถึงห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรที่ถูกขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลกแล้ว
 
 
กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมเกี่ยวกับมลพิษทางนํ้า
 
 
มลพิษทางนํ้าถือว่าเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สําคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของประเทศไทย จากการรายงานผลการติดตามคุณภาพนํ้าในแหล่งนํ้าต่างๆ ทั่วประเทศของกระทรวง สาธารณสุขระหว่างปี พ.ศ. 2521-2531 พบว่า แม่นํ้าเกือบทุกสายมีการปนเปื้อนของสารอินทรีย์และแบคทีเรีย และในแม่นํ้าที่สําคัญหลายสาย ได้แก่ แม่นํ้าแม่กลอง ป่าสัก บางปะกง ท่าจีน ปราณบุรี ชี และมูล มีการปนเปื้อนของสารตะกั่วในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด อีกทั้งระดับปรอทและแคดเมียม ในแม่นํ้าหลายสายก็มีค่าสูงเกินมาตรฐานเช่นกัน14 นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษได้รายงานคุณภาพในแม่นํ้าเจ้าพระยาตอนล่างเมื่อ พ.ศ. 2535 ว่า มีความสกปรก ในรูปของบีโอดีสูงเกินมาตรฐานถึง 2 เท่า และมีปริมาณรวมของแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มซึ่งมีค่าสูงกว่ามาตรฐานหลายสิบเท่า และสูงกว่าแม่นํ้าอื่นๆ เท่าที่เคยตรวจวัดมา15

กรณีแม่นํ้าพองเน่าเสียในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อ พ.ศ.2535 ชี้ให้เห็นถึงปัญหามลพิษทางนํ้าที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม และส่งผลถึงคุณภาพนํ้า ในระบบลุ่มนํ้าโขงโดยตรง สาเหตุเกิดจากนํ้าที่ใช้ดับไฟไหม้ที่โรงงานทำไม้อัดแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ริมนํ้าพองไหลลงสู่แม่นํ้าพองเป็นจำนวนมาก และกากนํ้าตาลที่รั่วไหล ลงลํานํ้าพองจากถังเก็บนํ้าตาลของโรงงานนํ้าตาลอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมากรมโรงงานได้สั่งปิดโรงงานทั้งสองเป็นการชั่วคราว ความเสียหายที่เกิดแก่สัตว์นํ้า และระบบนิเวศของลำนํ้า กินระยะทางยาวประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้สัตว์นํ้าตายเป็นจำนวนมาก ทางกรมประมงประมาณว่า อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้ปลา 89 ชนิด ต้องสูญพันธุ์ไปจากลำนํ้า และมีปลาตายทั้งสิ้น 463 ตัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของลำนํ้าพอง ชี และมูล ซึ่งเป็นแม่นํ้าสาขาของแม่นํ้าโขง และยากแก่การฟื้นฟูให้เหมือนเดิมได้16 ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 ได้เกิดมลพิษใหญ่อีกครั้งในลำนํ้าพองแม้จะไม่ร้ายแรงเท่าครั้งก่อน เมื่อพบว่ามีปลาและสัตว์นํ้าอื่นๆ ประมาณ 3,800 กิโลกรัมต้องตายหรือสูญไปจากลำนํ้า จากการสํารวจของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นสรุปว่า เกิดจากการปล่อยมลพิษออกมาเป็นจำนวนมาก ของโรงงานทำเยื่อและกระดาษแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนลำนํ้าพอง17 อุบัติเหตุทั้งสองครั้งชี้ให้เห็นถึงปัญหามลพิษทางนํ้าที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ประมาณกันว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 800 แห่งที่จดทะเบียนในจังหวัดขอนแก่น และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงลำนํ้าพอง และนอกจากโรงงานที่ก่อให้ เกิดอุบัติเหตุดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีโรงงานอื่นๆ อีกอย่างน้อย 9 โรงงานที่ปล่อยนํ้าเสียลงสู่ลำนํ้าพองโดยตรง

ในปัจจุบันมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ตํ่ากว่า 26 ฉบับที่เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางนํ้าทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และงานด้านนี้ก็อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงต่างๆ อย่างน้อย 6 กระทรวง คือ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงคมนาคม ตัวอย่างของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางนํ้า ได้แก่

(1) พ.ร.บ. การชลประทานหลวง พ.ศ. 2485 เป็นกฎหมายที่จัดทำขึ้นเพื่อควบคุมและส่งเสริมการชลประทานหลวงให้ดําเนินไปด้วยดี เป็นประโยชน์กับ สาธารณชนผู้ต้องพึ่งพานํ้าจากการชลประทานหลวงในการเพาะปลูกและการบริโภค มาตรา 23, 26 และ 28 ห้ามการปลูกสร้างหรือต่อเติมสิ่งปลูกสร้าง รุกลํ้าทางนํ้าชลประทาน ห้ามขุดทางนํ้ามาเชื่อมหรือทำให้ทางนํ้าชลประทานรั่วไหล และห้ามทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล มูลฝอย หรือปล่อยนํ้าเสียลงในคลองชลประทาน ทั้งนี้ให้นายช่างชลประทานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการควบคุมมิให้มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว อันอาจส่งผลให้ลำนํ้าชลประทานเน่าเสีย หรือเป็นอันตรายต่อการเพาะปลูกและการบริโภค

(2) พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. 2490 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ประมงมีอำนาจควบคุมดูแลมิให้เกิดภาวะนํ้าเสีย โดยกำหนดให้มีอำนาจห้ามมิให้บุคคลใดเท ทิ้ง หรือระบายสิ่งใดๆ อันเป็นอันตรายต่อสัตว์นํ้าลงในที่จับสัตว์นํ้า รวมทั้งห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุทำให้ที่จับสัตว์นํ้าเกิดมลพิษ18

(3) พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านนํ้าไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2535 กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ. 2456 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดมีการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2535 มาตรา 119 และมาตรา 119 ทวิ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ กำหนดให้พนักงานเจ้าท่ามีหน้าที่ดูแลแม่นํ้า ลำคลอง บึง อ่างเก็บนํ้า หรือทะเลสาบ ซึ่งประชาชนใช้สัญจร หรือใช้ประโยชน์ร่วมกัน ด้วยการมิให้ผู้ใดเท ทิ้ง หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้หิน กรวด ทราย ดิน โคลน สิ่งของ หรือสิ่งปฏิกูลใดๆ ลงในแหล่งน้ำเหล่านั้น อันจะเป็นเหตุให้แหล่งนํ้าตื้นเขิน ตกตะกอน สกปรก หรือเกิดเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตหรือต่อสิ่งแวดล้อม

(4) พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กฎหมายฉบับนี้ออกมายกเลิกและบังคับใช้แทนที่ พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ศ. 2484 และได้รวมเอากฎหมายว่าด้วย การควบคุมการใช้อุจจาระเป็นปุ๋ยไว้ในฉบับเดียวกัน โดยกำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น (นายกเทศมนตรีในเขตเทศบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประธานสุขาภิบาลในเขตสุขาภิบาล) เป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขนํ้าเสีย มาตรา 20 และ 26 กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจห้ามการถ่าย เท ทิ้ง หรือทำให้มีขึ้นซึ่งสิ่งปฏิกูลหรือขยะมูลฝอยในที่หรือทางสาธารณะ รวมทั้งมีอำนาจห้ามมิให้บุคคลใดก่อเหตุรำคาญด้วยการทำให้แหล่งนํ้า ทางระบายนํ้า หรือสถานที่อื่นใดสกปรก เกิดกลิ่นเหม็น หรือเกิดเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

(5) พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 กฎหมายนี้ประกาศใช้บังคับแทน พ.ร.บ. รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2503 ในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางนํ้ามีบัญญัติไว้ในมาตรา 23, 30 และ 33 โดยกำหนดห้ามเท ทิ้ง หรือทำด้วยประการใดๆ ให้กรวด หิน ดิน ทราย เลน หรือเศษวัสดุก่อสร้างตก หรือไหลลงในทางนํ้า ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอุปสรรคต่อการระบายนํ้าหรือทำให้ทางนํ้าตื้นเขิน ห้ามเท ปล่อย หรือระบายอุจจาระ หรือปัสสาวะจากอาคาร หรือยานพาหนะลงในนํ้า และห้ามเท หรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย นํ้าโสโครก หรือสิ่งอื่นใดลงในทางนํ้า ทั้งนี้มาตรา 42 และมาตรา 43 กำหนดให้นายกเทศมนตรีหากเกิดในเขตเทศบาล ประธานกรรมการสุขาภิบาลในเขตสุขาภิบาล หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตปกครองของตน ในการบังคับใช้กฎหมายนี้

(6) กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 30 ถึง 35 ของกฎกระทรวงฉบับนี้ กำหนดให้อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่จะสร้างขึ้นใหม่ ต้องมีการจัดให้มีทางระบายนํ้าทิ้งและระบบบำบัดนํ้าเสียให้ได้ ตามมาตรฐานคุณภาพนํ้าทิ้งจากอาคาร ตามประกาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทั้งนี้ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นผู้ควบคุมดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้

(7) พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 67 ของ พ.ร.บ. นี้กำหนดห้ามมิให้ปล่อยนํ้าขุ่นข้น หรือมูลดินทราย อันเกิดจากการทำเหมืองออกนอกเขตเหมืองแร่ เว้นแต่นํ้านั้นจะมีความขุ่นข้น หรือมูลดินทรายไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 68 บัญญัติว่าแม้นํ้าขุ่นข้นหรือมูลดินทรายที่ปล่อยออกมา จะเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดแล้ว ก็จะต้องมีการจัดการป้องกันมิให้นํ้าขุ่นข้น หรือมูลดินทรายนั้นไปทำให้ทางนํ้าสาธารณะตื้นเขิน หรือเสื่อมประโยชน์แก่การใช้ทางนํ้านั้น

(8) พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความใน พ.ร.บ. โรงงาน มาตรา 8 (5) ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมในการออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐาน และวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษ หรือสิ่งใดๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน และข้อ 14 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 2 กำหนดห้ามการระบายนํ้าทิ้งจากโรงงาน เว้นแต่จะได้กระทําอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง จนนํ้าทิ้งมีลักษณะเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช้วิธีทำให้เจือจาง นอกจากนี้ ข้อ 15 ของกฎกระทรวงกำหนด ข้อปฏิบัติในกรณีที่มีระบบบำบัดนํ้าเสียในโรงงาน กล่าวคือ ต้องติดมาตรวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบบำบัดนํ้าเสียโดยเฉพาะไว้ในที่ง่ายแก่การตรวจสอบ และต้องมีการจดบันทึกเลขหน่วยและปริมาณการใช้ไฟฟ้าประจำวันด้วย ในกรณีที่มีการใช้สารเคมีหรือสารชีวภาพในระบบบำบัดนํ้าเสีย ต้องมีการบันทึก การใช้สารเคมีหรือสารชีวภาพในการบำบัดนํ้าเสียประจำวันเช่นกัน

(9) พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ดังได้กล่าวมาแล้วว่ากฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมายหลักในการจัดการมลพิษทุกๆ ด้าน และในปัจจุบันอาจถือได้ว่ามีความสำคัญที่สุดในการจัดการมลพิษทางนํ้าและทางอากาศ ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ. โรงงานที่ควบคุมมลพิษจากโรงงาน มาตรา 13 และ 32 บัญญัติให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ กำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเรื่องต่างๆ รวมทั้งมาตรฐานคุณภาพนํ้าในแม่นํ้าลำคลอง หนอง บึง ทะเลสาบ อ่างเก็บนํ้า และแหล่งนํ้าสาธารณะอื่นๆ มาตรฐานคุณภาพนํ้าทะเลชายฝั่งรวมทั้งบริเวณพื้นที่ปากแม่นํ้า มาตรฐานคุณภาพอากาศ ระดับเสียงและความสั่นสะเทือน และมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเรื่องอื่นๆ มาตรา 37 และ 38 กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในระดับจังหวัดได้ โดยแผนดังกล่าวต้องประกอบด้วยสาระสำคัญต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจัดให้มีระบบบำบัดนํ้าเสียรวม หรือระบบกำจัดของเสียรวมด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการมลพิษทางนํ้าอย่างเฉพาะเจาะจง มาตรา 69 กำหนดให้รัฐมนตรี กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งรักษาการตาม พ.ร.บ.นี้โดยคำแนะนำของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจประกาศกำหนดประเภทของแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยนํ้าเสียหรือของเสียลงสู่แหล่งนํ้าสาธารณะ หรือออกสู่สิ่งแวดล้อมนอกเขตที่ตั้งแหล่งกำเนิดมลพิษ ไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด และมาตรา 70 บัญญัติให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่กำหนดตามมาตรา 69 มีหน้าที่ต้องก่อสร้าง ติดตั้ง หรือจัดให้มีระบบบำบัดนํ้าเสียหรือของเสียตามที่เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษกำหนด หากปรากฏว่า ในเขตท้องที่ใดที่ทางราชการได้จัดให้มีระบบบำบัดนํ้าเสียรวมหรือของเสียรวมอยู่แล้ว และเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษยังมิได้ติดตั้ง หรือไม่ประสงค์จะติดตั้งระบบบำบัดนํ้าเสีย ก็ให้มีหน้าที่ต้องจัดส่งนํ้าเสียหรือของเสียที่เกิดจากการดําเนินกิจการของตนไปทำการบำบัดหรือกำจัดโดยระบบดังกล่าว และมีหน้าที่ต้องเสียค่าบริการตามอัตราที่กำหนด19 เป็นที่น่าสังเกตว่ากฎหมายนี้บังคับให้เจ้าของแหล่งกำเนิดมลพิษทุกประเภท (ไม่ใช่เฉพาะที่ถูกประกาศควบคุมตามมาตรา 69) มีหน้าที่ต้องส่งนํ้าเสียไปบำบัดในกรณีที่ทางราชการได้จัดให้มีระบบบำบัดนํ้าเสียรวมแล้ว และยังอนุญาตให้เอกชนสามารถเข้ารับจ้างให้บริการบำบัดนํ้าเสีย หรือกำจัดของเสียได้โดยการขอใบอนุญาตก่อน ซึ่งหากเป็นท้องที่ที่ทางราชการยังไม่ได้จัดให้มีระบบบำบัดนํ้าเสียรวม เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษอาจกำหนดให้เจ้าของ หรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ส่งนํ้าเสียหรือของเสียไปให้ผู้รับจ้างให้บริการเพื่อทำการบำบัด โดยผู้รับจ้างสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ไม่เกินอัตรา ที่รัฐมนตรีจะกำหนดในกฎกระทรวง20 เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษใดหลีกเลี่ยง ไม่ส่งนํ้าเสียหรือของเสียไปทำการบำบัดโดยระบบบำบัดนํ้าเสียรวม หรือของเสียรวมของทางราชการและลักลอบปล่อยทิ้งนํ้าเสียหรือของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก หรือส่งนํ้าเสียไปบำบัดแต่ไม่ยอมชําระค่าบริการที่กำหนด จะต้องเสียค่าปรับ 4 เท่าของอัตราค่าบริการตามที่กำหนดไว้21 ในกรณีที่ตนได้ติดตั้งระบบบำบัดนํ้าเสียหรือของเสียเป็นของตนเองแล้ว แต่ลักลอบปล่อยนํ้าเสียหรือของเสีย ออกสู่สิ่งแวดล้อมหรือลงสู่ระบบบำบัดของทางราชการ หรือละเว้นไม่เปิดให้เครื่องบำบัดของตนทำงาน จะต้องเสียค่าปรับรายวันในอัตรา 4 เท่าของค่าใช้จ่าย ประจำวันสำหรับเปิดเครื่องบำบัดทำงาน และมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากการลักลอบปล่อยนํ้าเสียหรือของเสียก่อให้เกิดความชำรุดเสียหาย หรือความบกพร่อง แก่ระบบกําจัดของเสียรวมของทางราชการ22

จะเห็นได้ว่า การที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดหน้าที่ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ต้องส่งนํ้าเสียหรือของเสียไปบำบัดโดยต้องเสียค่าบริการ และหากฝ่าฝืนก็ต้องโทษปรับ เป็นความพยายามที่จะนำเอาหลักการผู้ก่อมลพิษต้องจ่ายมาใช้ในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่เต็มที่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ อย่างชัดแจ้งว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทบ้านเรือนที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นผู้ใช้รายย่อย มีสิทธิได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าบริการ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะกำหนด23 จึงเป็นที่น่าจะคาดหมายได้ว่า แม้จะมีการก่อสร้างระบบบำบัดนํ้าเสียรวม อย่างทั่วถึงแล้วในอนาคต ผู้ปล่อยนํ้าเสียประเภทครัวเรือนอย่างน้อยส่วนหนึ่งจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าบริการ ณ จุดนี้ เรายังไม่ทราบว่าอัตราค่าบริการ การบำบัดนํ้าเสียจะเป็นเท่าไร และจะมีการกำหนดผู้มีสิทธิได้รับการยกเว้นไว้กว้างขวางเพียงใด จึงเป็นการยากที่จะประเมินว่าหลักผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย จะถูกนำมาใช้มากน้อยเพียงใด

จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายที่ควบคุมมลพิษทางนํ้าอย่างละเอียดและสมบูรณ์กว่ากฎหมายอื่นใด หากมีการนำเอากฎหมายนี้ไปปฏิบัติอย่างเต็มที่ก็น่าจะก่อให้เกิดประสิทธิผลในการรักษาสิ่งแวดล้อม นับแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้มีประกาศคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดมาตรฐานคุณภาพนํ้าทะเลชายฝั่ง24 และกำหนดมาตรฐานคุณภาพนํ้าในแหล่งนํ้าผิวดิน25 แต่ประกาศทั้งสองฉบับก็อิงมาตรฐานเดิม ในประกาศที่บังคับใช้อยู่ก่อนมี พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ก็มีประกาศ 2 ฉบับที่กำหนดให้อาคารใหญ่บางประเภทเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยนํ้าเสีย และกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายนํ้าทิ้งจากอาคารเหล่านี้26 แต่ยังไม่มีการประกาศให้โรงงานเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ถูกควบคุม เป็นที่น่าสังเกตว่าเจตนารมณ์ประการหนึ่งของกฎหมายนี้ ก็เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยให้อำนาจแก่เจ้าพนักงาน ควบคุมมลพิษอย่างกว้างขวางในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมได้ ในกรณีที่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการดูแลให้การเป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับต่างๆ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ มาตรา 82 ของ พ.ร.บ.นี้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษในการเข้าไปในอาคาร สถานที่ และเขตที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม หรือแหล่งกําเนิดมลพิษเพื่อตรวจสภาพการทำงานของระบบบำบัดนํ้าเสีย หรือของเสีย หรืออากาศเสีย หรืออุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการออกคำสั่ง ให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือซ่อมแซมระบบบำบัด ออกคำสั่งปรับเป็นหนังสือออกคำสั่งให้ผู้ได้รับอนุญาตรับจ้างให้บริการบำบัดนํ้าเสียหรือของเสีย หยุดหรือปิดการดำเนินกิจการ หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตของผู้รับจ้างนั้น และออกคำสั่งเพิกถอนการเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดนํ้าเสีย อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ แหล่งกำเนิดมลพิษเป็นโรงงาน กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในการออกคำสั่งให้มีการแก้ไข หรือปรับ จะต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานตามกฎหมายโรงงาน ทราบเพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่ก่อน หากเจ้าพนักงานดังกล่าวไม่ดำเนินการตามหน้าที่ของตน เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษจึงจะดำเนินการได้ อำนาจหน้าที่ของ เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษและเจ้าพนักงานตามกฎหมายโรงงานจึงคาบเกี่ยวกันอยู่ในส่วนของการควบคุมโรงงาน ในทางปฏิบัติยังไม่ปรากฏกรณีที่ เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษดำเนินการ โดยอ้างว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของกรมโรงงาน ในระยะแรกที่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้นั้น มีการตรวจโรงงานร่วมกันบ้างโดยเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย แต่ต่อมาก็ปล่อยให้เจ้าพนักงานกรมโรงงานปฏิบัติหน้าที่ตามลำพังดังเช่นที่เคยทำในอดีต เหตุผลส่วนหนึ่ง เป็นเพราะกรมควบคุมมลพิษไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะไปตรวจโรงงานได้ จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่งในส่วนภูมิภาคสรุปได้ว่า การทำงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นลักษณะให้เกียรติต่อกันและกัน และมีความพยายามหลีกเลี่ยงที่จะก้าวก่ายความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่กรมโรงงาน ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการประกาศให้โรงงานเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ต้องถูกควบคุมตามมาตรา 69 ของ พ.ร.บ. นี้ดังที่กล่าวมาข้างต้น การกำหนดมาตรฐานมลพิษที่ปล่อยออกมาจากโรงงานไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางนํ้า หรือทางอากาศ จึงยังคงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมโรงงานโดยสมบูรณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่า อย่างน้อยในส่วนที่เกี่ยวกับโรงงาน พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในการบังคับใช้กฎหมาย และประสิทธิภาพของ การควบคุมมลพิษจากโรงงาน ยังขึ้นอยู่กับความเข้มงวดในการใช้กฎหมายของกรมโรงงานเป็นหลัก ตามข้อมูลล่าสุดที่ได้จากกรมโรงงาน ปรากฏว่าใน พ.ศ. 2537 มีจำนวนโรงงานที่ถูกร้องเรียนทั้งสิ้น 1,691 ราย ลักษณะความเดือดร้อนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสียง 847 ราย กลิ่น 700 ราย ฝุ่น 386 ราย เขม่าควัน 235 ราย นํ้าเสีย 175 ราย ทำงานกลางคืน 324 ราย และอื่นๆ 239 ราย ในกรณีร้องเรียนเหล่านี้ปรากฏว่ามีการออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข 723 ราย สั่งให้หยุดกิจกรรมที่สร้างความเดือดร้อน 343 ราย และมีการดำเนินคดี 35 ราย

นอกเหนือไปจากกฎหมายต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางนํ้า เช่น พ.ร.บ. สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 กำหนดให้ คณะกรรมการสุขาภิบาลภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารกิจการต่างๆ ของสุขาภิบาล และหนึ่งในกิจการที่ต้องดูแลก็คือ การจัดให้มีและ บำรุงทั้งทางนํ้าและทางระบายนํ้าในเขตสุขาภิบาล พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 กำหนดให้เทศบาลมีอำนาจในการจัดให้มีและบำรุงทางนํ้าและทางระบายนํ้า และมีหน้าที่ในการรักษาความสะอาดที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล เช่นเดียวกัน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีหน้าที่อย่างเดียวกันในท้องที่ที่อยู่นอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล และอำเภอมีอำนาจหน้าที่ในการปกปักรักษาห้วย คลอง และลำนํ้าต่างๆ ที่เป็นสาธารณประโยชน์ในเขตอำเภอ ตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 เป็นต้น

ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อพิจารณาจากจำนวนกฎหมายที่มีอยู่อย่างมากมาย จะเห็นได้ว่าปัญหาหลักของประสิทธิผลของกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับ การควบคุมมลพิษทางนํ้า ก็คือปัญหาทางด้านการบังคับใช้แม้จะมีข้อวิจารณ์บ่อยครั้งว่า กฎหมายที่เรามีอยู่ยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ แต่ความเป็นจริงก็คือ ไม่ว่าเราจะเขียนกฎหมายดีเพียงใดก็คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มากนักหากเราไม่ปรับปรุงกลไกในการบังคับใช้

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็คือ การที่กฎหมายฉบับต่างๆ กำหนดความรับผิดชอบในการควบคุมมลพิษ ไว้กับหน่วยงานหลายๆ หน่วยงาน และมักจะไม่มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ในบางครั้งก็เกิดปัญหาการแย่งกันบังคับใช้กฎหมาย หรือเกี่ยงกันใช้กฎหมาย เช่น การรุกลํ้า ลักลอบใช้นํ้า และการปล่อยนํ้าเสียลงในคลองชลประทานที่อยู่ในเขตเทศบาล อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในความดูแลของ ทั้งกรมชลประทานและเทศบาล เมื่อเกิดปัญหาร้องเรียนไปยังเทศบาล เทศบาลก็มักมองว่าเรื่องนี้อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานและหากหน่วยงานนั้นไม่ดำเนินการ ตนก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดการร้องเรียนเกี่ยวกับการรุกลํ้าลำนํ้าปิงในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ก็เกิดปัญหาว่าจะอยู่ในความรับผิดชอบ ของกรมเจ้าท่า เทศบาล หรืออำเภอกันแน่ ฝ่ายหลังก็เกรงว่าจะเป็นการไปก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของกรมเจ้าท่า ซึ่งมีอำนาจตาม พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านนํ้าไทย และเมื่อปรากฏว่ามีความพยายามจะดำเนินการกับการรุกลํ้าลำนํ้า กรมเจ้าท่าก็ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของตน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 1 ในจังหวัดเชียงใหม่มีเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน มีหน้าที่ความรับผิดชอบต้องดูแลแม่นํ้าลำคลองในหลายจังหวัดในภาคเหนือ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถดูแลได้ทั่วถึง เมื่อเกิดปัญหาความไม่แน่ใจทำนองนี้อยู่เนืองๆ ก็ย่อมเป็นข้ออ้างแก่หน่วยงานอื่นๆ ในการปัดความรับผิดชอบ และผลที่สุด จึงไม่มีใครเข้ามารับผิดชอบและแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ปัญหาทำนองนี้สามารถแก้ไขได้ หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีการประสานงานกัน

พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ในระดับหนึ่ง ด้วยการสร้างความเป็นเอกภาพในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษสามารถควบคุมดูแลการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมต่างๆ และมีอำนาจดำเนินการได้ในกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ นอกเหนือไปจากอำนาจหน้าที่ต่างๆ ในการเข้าไปในอาคารสถานที่หรือเขตที่ตั้งของโรงงาน การออกคำสั่งเป็นหนังสือให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบบำบัดมลพิษ และคำสั่งอื่นๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษมีอำนาจตรวจสอบรายงานสรุปผลการทำงาน ของระบบบำบัดมลพิษ ในแหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ที่เจ้าของหรือผู้ควบคุมเสนอต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องรวบรวมส่งให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ ซึ่งรับผิดชอบท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อตรวจสอบอย่างน้อยเดือนละครั้ง27 เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษยังอาจเสนอแนะต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจควบคุมดูแลแหล่งกำเนิด มลพิษให้สั่งปิด พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตของแหล่งกำเนิดมลพิษนั้นๆ เสนอแนะให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อบังคับให้ส่งนํ้าเสียหรือของเสียไปบำบัด ตามกฎหมาย และให้คำปรึกษาหรือแนะนำแก่เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการและบำรุงรักษาระบบบำบัดมลพิษรวม จะเห็นได้ว่าเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษมีอำนาจหน้าที่กว้างขวางในการกำกับดูแลให้การเป็นไปตามข้อบัญญัติของกฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายจะสัมฤทธิ์ผล มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษเป็นอย่างมาก การประเมินการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานควบคุม มลพิษจึงเป็นเรื่องที่สมควรที่จะให้มีการศึกษาหรือติดตามต่อไป อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่า เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ ตาม พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ในปัจจุบันก็ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ หัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ผู้อำนวยการเขต และหัวหน้าสำนักงานเขต28 ซึ่งตามความเป็นจริง บุคคลเหล่านี้ก็มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายฉบับต่างๆ อยู่แล้ว จึงได้แต่หวังว่า การกำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเหล่านี้อย่างชัดเจนมากขึ้นใน พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม จะช่วยกระตุ้นให้มีการใช้อำนาจในการสอดส่องดูแลมากขึ้นต่อไป
 
เรียบเรียงจาก "กฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทย", รายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 19, โดย กอบกุล รายะนาคร, ตุลาคม 2540, 12 หน้า.